แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุ้มครองความเสี่ยง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุ้มครองความเสี่ยง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2564

ยุคนี้...มีประกันโควิดแล้ว...เพียงพอหรือไม่?

ช่วงนี้มีสอบถามประกันโควิดเข้ามา หากใครต้องการทำเพิ่ม..ก็อุ่นใจดีค่ะ..
หากใครยังไม่มีประกันชีวิตเก็บไว้เลย วันนี้มีข้อน่าเสียดายที่พบเจอจากการทำงานมาแบ่งปันกันค่ะ

1. ในขณะที่วงเงินความคุ้มครองเท่ากัน
ทำตอนที่อายุ 30 ปี เบี้ยถูกกว่าตอนทำ อายุ 50 ปี (อายุมาก เสี่ยงเยอะกว่า จ่ายมากกว่า)
สมมุติหากต้องการ "สร้างมรดก 1,000,000 บาท" คิดเร็วทำตอนอายุ 30 ปี อาจจะจ่ายค่าเบี้ย. 15,000 บาท/ปี
คิดนานทำตอนอายุ 50 ปี อาจจะจ่ายค่าเบี้ยถึง. 30,000 บาท/ปี
"หากคุณมีความต้องการทำประกันในซักวันหนึ่ง"
ความน่าเสียดายตรงนี้ คือ "การคิดนานไป"


**เมื่ออายุ 50 ปีอาจต้องจ่ายมากกว่า 1 เท่า หากเทียบกับคนที่ทำตอนอายุ 30 ปี **หากมีประวัติสุขภาพที่ไม่ผ่านเกณฑ์ก็อาจไม่ได้รับพิจารณาให้ทำประกัน

2. เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดี มีอาการแว่วๆ มา เริ่มคิดถึงการป้องกัน ทำตอนที่มีอาการออก ย้อนดูประวัติการรักษามีที่ไปที่มาต่างๆสะสม หรือรอยโรคเกิดขึ้นแล้ว แนวโน้มคาดการณ์ได้ว่าเสี่ยง "ความเสี่ยงเยอะกว่า จึงจ่ายมากกว่า" และที่น่ากังวลกว่านั้นคือ การยกเว้นความคุ้มครองด้วยโรคที่เกิดขึ้นแล้วก่อนทำประกัน หรือที่สุดคือ "ไม่รับไม่ผ่านพิจารณา"
ความน่าเสียดายตรงนี้..คือ..


**เมื่อรู้ว่ามีแนวโน้มต้องใช้บริการโรงพยาบาล ไม่ว่าจะรักษาหายในครั้งเดียว แต่ค่าใช้จ่ายสูง หรือเป็นโรคประจำตัว ที่อาจต้องกินยาประคองอาการ
**คาดหวังการรับประกันในตอนนั้นก็ลดลง หรือไม่ก็อาจทำไม่ทันแล้ว

3. ไม่ได้อัพเดทกรมธรรม์ ไม่สรุปทบทวนกรมธรรม์ จึงไม่ทราบความแตกต่างของความคุ้มครอง ซึ่งช่วงเวลาที่ไม่ได้ให้ความสำคัญนี้ ทำให้พลาดโอกาสได้เลือก หรือพลาดข้อมูลข่าวสาร ที่ควรทราบ


ความน่าเสียดายตรงนี้..คือ..



**เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายถึงเวลาที่ต้องได้รับการดูแล ซ่อมแซมสุขภาพ ตามวัย **แต่ทำความคุ้มครองครบสัญญาสั้นเกินไป หรือทำไว้ไม่ครอบคลุม เพราะรู้ช้า **เมื่อมีประวัติสุขภาพก็อาจทำเพิ่มไม่ได้แล้ว

มีรอยโรคมาแล้ว มีโรคประจำตัวเกิดขึ้นแล้ว ความคุ้มครองที่มีไม่เพียงพอ หมดสัญญาในช่วงที่ร่างกายต้องการ การดูแลทำเล่มใหม่ไม่ทัน เนื่องจากยกเว้นความคุ้มครอง ด้วยโรคที่เกิดขึ้นแล้วก่อนทำประกัน


4. อคติกับประกัน เป็นภาระสิ้นเปลือง เกินความ จำเป็น มีสวัสดิการแล้ว และพร้อมรับความเสี่ยงอื่นๆ ด้วยตนเอง

ความน่าเสียดายตรงนี้..คือ..
**แบบประกันมีหลากหลายความคุ้มครอง ซึ่งหัวใจหลัก ของการรับประกันคือ สวัสดิภาพที่เราสามารถเลือกเองได้ตามใจ ตามต้องการและออกแบบให้เหมาะสมได้ ด้วยตัวของเรา
**เสียดายสิ่งที่สามารถทำได้ ป้องกันได้ทันเวลา แต่ไม่อยู่ในสายตา มองข้ามไป


5. อคติกับตัวแทน ไม่ดูแล ไม่บริการ ไม่ทันตามใจ จึงทิ้งกรมธรรม์ ทิ้งความคุ้มครอง
ของตนเองและครอบครัว
ความเข้าใจในการสร้างความคุ้มครองสำคัญมาก การทำประกัน การดูแลชีวิต สุขภาพ และการเงินนั่นคือข้อมูลจำเป็นของทุกท่าน

เพราะ "คุณกำลังสร้างเกาะคุ้มกันให้ครอบครัวและตนเอง"
การทำหน้าที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง การทบทวนความคุ้มครอง พูดคุยปรึกษาได้ ไม่มีช่องว่าง มีมิตรภาพ ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นั่นเป็น "สิ่งจำเป็นที่ตัวแทนทุกคนพึงปฏิบัติ"


การบริการ การสื่อสาร การปรับจูนความเข้าใจ แจ้งสิ่งสำคัญที่ควรทราบเป็นที่ปรึกษาที่ดี เรียนรู้พัฒนาความสามารถตลอดเวลา ทำให้ลูกค้าได้รับรู้เข้าถึงความคุ้มครองทุกแง่มุม นั่นคือ "ที่สุดของการทำประกัน"



"หัวใจการปกป้องสร้างความคุ้มครองที่แท้จริง"



ความน่าเสียดายตรงนี้..คือ..
**ตัวแทนไม่ไปเก็บเบี้ย จึงไม่ได้ชำระค่าเบี้ยปีต่อ
**ตัวแทนบริการไม่ถูกใจ ไม่ตามใจ ไม่ทำต่อ
**ยกเลิกเพราะไม่เห็นความสำคัญ ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของความคุ้มครองที่ทำในครั้งแรก



5 ปัญหาวนไปวนมา..😊


อ่อ..ของแถมอีกอย่าง..จ้า..
"ประกันไม่ใช่สินค้าทำกำไรผลตอบแทนสูง มันคือสินค้าทางการเงิน ที่ใช้ลดความเสี่ยงถึงจะออกแบบหลากหลายท้ายสุด เพื่อสิ่งนี้! "


ยิ่งลงทุนเก่ง..การลงทุนกับสุขภาพ..ยิ่งสำคัญ..
จัดพอร์ตจ่ายค่าเบี้ยได้ ยิ่งดี ทั้งขึ้น ทั้งล่อง..


ราคาค่าเบี้ยตลอดสัญญา..
อาจถูกกว่าค่าหมอในครั้งเดียวก็ได้..ใครจะรู้..


จริงมั้ยคะ...😊




ติดตามข้อมูลน่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page : OneNut 
หรือ แอดไลน์ https://lin.ee/zu5FUBy



 "รายละเอียดการให้ความคุ้มครองระบุตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัย สำหรับการพิจารณาเป็นไปตามนโยบายของแต่ละบริษัท" 

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2564

แด่ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

                                    


การเปลี่ยนแปลงของวันเวลาที่สัมพันธ์กันกับสังคมครอบครัว 

มื่อก่อนคนมักติว่ามีลูกเป็นโขลงเลี้ยงพ่อแม่คนเดียวไม่ได้…

เท็จจริงอย่างไร…ไม่แน่ใจ…คงแล้วแต่กรณี


สาเหตุหนึ่งคงเป็นเพราะเมื่อก่อน หนึ่งครอบครัวมีบุตรเป็น 10 คน ปัญหาที่เกิดจากการมีบุตรเยอะ ความไม่เท่าเทียม ความลำบาก ความขัดสนในเรื่องต่างๆ ทำให้พอโตขึ้นมา กลุ่มคนเหล่านั้นต่างแยกตัว แยกย้ายถิ่นฐานออกไป พอถึงวัยอันสมควรมีครอบครัว ต่างก็ต้องดูแลครอบครัวของตนไปตามวิถีทางของตนเอง 


การมีครอบครัวของตนเองที่อยู่ไกลบ้านเกิด วันหยุดที่จำกัด และ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ทำให้การไปมาหาสู่แต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายมากกว่าปรกติ จึงทำให้กระทบกับรายได้เพราะไม่สมดุลกับรายจ่ายที่จ่ายออกไป ประกอบกับความห่างไกลนี้ทำให้ความห่างเหินเกิดขึ้นตามมา การดูแล"ผู้สูงอายุในบ้านจึงไม่ได้รับการดูแลจากบุตรเท่าที่ควรจะเป็น ตามที่สังคมยุคนั้นคาดหวังว่า วันหนึ่งเมื่อถึงวัยชราจะได้อาศัยลูกหลานพึ่งพาพักพิง" จึงเกิดวลีที่ว่า “พ่อกับแม่เลี้ยงลูกเป็นสิบคนได้ แต่ลูกเป็นสิบเลี้ยงพ่อแม่สองคนไม่ได้” นั่นเอง


ซึ่งเมื่อเทียบกับชีวิตในปัจจุบัน ที่หนึ่งครอบครัว อาจมี บุตรเพียง 1-3 คน เท่านั้น แถมบางรายเลือกที่จะสมรสแต่กับยินดีในการใช้ชีวิตที่ไม่มีบุตร ด้วยเหตุผลหลากหลายเฉพาะบุคคล ดังนั้นความเป็นไปได้ที่จะยังคงพบปัญหาเช่นเดิม นั่นคือ "ผู้สูงอายุยังคงโดดเดี่ยวในวัยชราไม่ได้รับการดูแลที่ดีตามที่คาดหวัง" แตกต่างกันแค่เพียง ที่มาของปัญหา ด้วยเพราะหนึ่งครอบครัวมีบุตรหลานเพียง 1-3 คน แต่ผู้สูงอายุภายในบ้านมีมากขึ้น ดั่งเช่นที่เราได้ยินกันบ่อยๆ คือ "สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย" กำลังเกิดขึ้น ประชากรกำลังเข้าสู่วัยชรา ในขณะที่ "คนรุ่นใหม่ไม่พร้อมที่จะรับมือดูแล"

ด้วยปริมาณคนที่มีมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ค่าครองชีพแพงขึ้น เงินเฟ้อซื้อของได้ไม่เท่าเดิม แย่งกันกิน แย่งกันใช้ สังคมเปลี่ยนวัฒนธรรมที่เปลี่ยน รายจ่ายมากกว่ารายรับ ชักหน้าไม่ถึงหลัง ทำให้มีไม่มากพอที่จะจุนเจือครอบครัว อย่างสมบูรณ์


ซึ่งไม่ว่าอย่างไร "ปัญหาเหล่านี้ จะเกิดใกล้ตัวเรา มากขึ้นแน่นอน"


วันหนึ่ง ช่วงวัยของเรานั้นต้องผลัดเปลี่ยนจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง สถานะที่เปลี่ยนไป จากเด็กสู่ผู้ใหญ่ และล่วงเลยไปถึง "วัยชรา" และสิ่งสำคัญคือการดูแลชีวิตในช่วงสุดท้าย วัยที่อาจทำให้เราท้อใจกับร่างกายและสังขาร 

ทั้งนี้ หากคนส่วนมากยังคงรายมีได้ที่ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ความหลายหลายในการดำรงชีพ ด้วยความชอบ ด้วยเหตุผลที่ต่างออกไป ทัศนคติ ความเชื่อ รวมถึงสิ่งแวดล้อม หากเกิดเหตุไม่คาดคิด มีเหตุการณ์หรือ ปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบโดยไม่ตั้งใจ คนที่เตรียมตัวดีอาจจะประคองตน ผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ แต่ถ้าคนที่โชคไม่ดีล่ะจะจัดการผ่านเรื่องราวนั้นไปได้ด้วยดีอย่างไร

การวางแผนเรื่องการเงินการป้องกันความเสี่ยงในแต่ละช่วงเวลา จึงไม่อาจละเลยได้ นั่นคือเรื่องจริง วันนี้อาจจะดูคล้ายว่าเผชิญชีวิตแต่ละวันไปด้วยความยากลำบาก แต่หากในความเหนื่อยนั้น พักแล้วหาย แรงยังไหว รายได้ยังมีเข้ามา นั่นคือ "นั่นคือความโชคดี" 

ดังนั้น "การวางแผนเรื่องการเงินหรือคุ้มครองความเสี่ยง จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง"  "เพราะในวันที่ แรงไม่มีหาเงินไม่ได้" วันนั้นจะเป็นความรับผิดชอบชีวิตของใคร หากไม่ใช่"   “ตัวเราเอง” 


บทความล่าสุด

คุยประกันกับ OneNut ตอน "รอยโรค กลไกการเกิดโรค อาการแสดงของโรค จะรู้ได้อย่างไร"

เรามาทำความรู้จัก พระเอกของเราก่อนค่ะ นั่นคือ   " พยาธิแพทย์  (Pathologist)"    พยาธิแพทย์  (Pathologist)  มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นห...